น่าชื่นชม! หนุ่มน้อยวัย 15 รับจ้างเย็บ-เข็นกระสอบถั่ว หาเงินเรียนต่อ

หนุ่มน้อย1

น่าชื่นชม! หนุ่มน้อยวัย 15 ปี จ.สุโขทัย แบ่งเบาภาระแม่ ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอม รับจ้างเย็บ-เข็นกระสอบถั่ว หาเงินเรียนต่อช่างยนต์ ตามที่ฝัน …

วันที่ 22 มี.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มีหนุ่มน้อยวัย 15 ปี ใช้เวลาช่วงปิดเทอมรับจ้างเย็บกระสอบและเข็นกระสอบถั่ว เพื่อเก็บเงินไว้เรียนต่อในสายอาชีพสาขาช่างยนต์ ซึ่งสร้างความชื่นชมให้กับชาวบ้านที่ทราบข่าว เนื่องจากรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญรู้จักหาเงินไว้เรียนต่อ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

หนุ่มน้อย2

ที่บ้านเลขที่ 7 ถนนประสานมิตร ต.เมืองสวรรคโลก เป็นบ้านของ นายปรวัตร ทับน้อย หรือน้องบู อายุ 15 ปี เมื่อไปถึงทราบว่า น้องบู ได้ออกไปทำงานกับตาและยายที่โรงงานรับซื้อพืชไร่ เมื่อไปถึงที่โรงงาน พบว่า น้องบู กำลังใช้เครื่องเย็บปากกระสอบด้านในบรรจุเมล็ดผักบุ้ง ที่ทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นได้นำรถเข็น มาเข็นกระสอบที่เย็บและเข็นนำไปวางซ้อนกันอย่างขะมักเขม้น

สอบถามน้องบู ทราบว่า ได้มาช่วยตายและยายทำงานที่โรงงานนี้นานแล้ว ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม จนขณะนี้จบชั้น ม.3 แล้วและกำลังจะไปเรียนต่อในสายอาชีพ สาขาช่างยนต์ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมทั้งช่วงปิดเทอม ตนเองก็ได้มาทำงานตลอด

หนุ่มน้อย3

ส่วนค่าแรงที่ได้ วันหนึ่งประมาณ 200-300 บาท และจะนำเงินที่ได้ไปฝากแม่ไว้ เพื่อเป็นทุนในการเรียน เนื่องจากตนไม่ได้มาทำงานทุกวัน ซึ่งตนเองคิดว่า ช่วงวันหยุดมาทำงานดีกว่าไปเที่ยวเล่น เพราะนอกจากจะได้แบ่งเบาภาระของแม่แล้วยังสร้างความภูมิใจให้กับตนเองอีกด้วย.

ที่มา>>>Thairath

เคราะห์ซ้ำ ไฟไหม้อีกครั้งที่สอง บ้านหนุ่มร้านของเก่าเมืองปากน้ำวอด

ไฟไหม้1

ไฟไหม้ซ้ำสอง ร้านขายของเก่าในซอยคู่สร้างคู่สม เมืองปากน้ำ วอดทั้งหลัง โชคดีพาคนในครอบครัว-คนงานหนีรอดได้ทัน คาดไฟฟ้าลัดวงจร เสียหายประมาณ 1 ล้าน เจ้าของโอด เพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมา หลังไฟไหม้เมื่อปี 57 จนแทบหมดตัว ต้องกู้แบงก์มาซ่อมบ้าน กระทั่งเกิดเหตุอีก…

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 21 มี.ค. พ.ต.ต.สุนทร พิมพันธุ์ สว.(สอบสวน) สภ.พระสมุทรเจดีย์ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านขายของเก่า เลขที่ 290/398 ซอยคู่สร้างคู่สมแยก 18 ม.12 ต.ในคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ โดยประสานขอรถน้ำดับเพลิงจาก อบต.ในคลองบางปลากด เทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า และเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์รวม 5 คัน ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ บนเนื้อที่ 1 ไร่ บริเวณด้านข้างบ้านเปิดเป็นร้านค้าของเก่า พบเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงเพื่อไม่ให้ลุกลามติดตัวร้านและบ้านเรือนใกล้เคียง ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยไฟได้ไหม้บ้านไปทั้งหลังและลุกลามไปไหม้ร้านของเก่าบางส่วน

ไฟไหม้2

จากการสอบถาม นายอนุลักษณ์ เกตุแก้ว อายุ 53 ปี เจ้าของร้านให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมครอบครัวนอนอยู่ชั้นบน ส่วนคนงานรวม 6 คน นอนหลับอยู่ในบ้านชั้นล่าง กระทั่งได้ยินเสียงเพื่อนบ้านตะโกนว่าไฟไหม้ จึงรีบพาครอบครัวและคนงานวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยเห็นเพลิงลุกไหม้ออกมาจากใต้หลังคาบริเวณห้องน้ำชั้นที่ 2 จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงให้มาช่วยเหลือ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2557 ได้เกิดไฟไหม้เสียหายจนตัวเองหมดตัว หลังจากที่ผ่านเรื่องเลวร้ายครั้งนั้นได้ตั้งตัวใหม่ทำเรื่องกู้ธนาคารมาซ่อมแซมและปลูกสร้างจนกระทั่งมาเกิดเหตุซ้ำสองอีก

ไฟไหม้3

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรจนบ้านเสียหายทั้งหลัง ก่อนจะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลังฐานเข้าตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อีกครั้ง ส่วนค่าเสียหายเจ้าของบ้านประเมินไว้ประมาณ 1 ล้านบาท.

ที่มา>>>Thairath

ถวายมาลัยมะลิ 1 แสนพวง แก้บนหลวงพ่อทันใจ! เชื่อช่วยให้กลับมาเดินได้

ถวายมะลิ1

(เครดิตภาพจาก จิรเดช มาลี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น)

สองที่น้องชาวสัตหีบ คนพี่สาวอายุ 79 ปี ประสบอุบัติเหตุเดินไม่ได้ ส่วนคนน้องอายุ 62 ปี ช่วยกันบนบานหลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ สุดอัศจรรย์กลับมาเดินได้อีกครั้ง จึงสั่งพวงมาลัยไว้ 1 แสนพวง ก่อนนั่งเครื่องบินมาแก้บนที่เชียงใหม่…

วันที่ 21 มี.ค. 59 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่วัดพระธาตุดอยคำ (หลังพืชสวนโลก) หมู่ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีนางสาวอ้อม เผ่าจินดา อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ 6 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมด้วยนางสาวประนอม เผ่าจินดา อายุ 62 ปี น้องสาว และครอบครัวได้เดินทางมาพร้อมกับนำพวงมาลัยดอกมะลิ จำนวน 1 แสนพวง ขึ้นมาแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจ

ถวายมะลิ2

พวงมาลัยดอกมะลิ 1 แสนพวง

จากการสอบถามนางสาวประนอม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเดือนที่แล้วได้ขึ้นมาบนบานองค์หลวงพ่อทันใจ เพื่อขอพรให้พี่สาว คือ นางสาวอ้อม ที่ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้เส้นเลือดตีบ พิการเดินไม่ได้มานาน 2 ปี จึงมาขอพรและบนบานหลวงพ่อทันใจ ปรากฏว่าผ่านไปไม่นาน พี่สาวก็สามารถเดินได้ จึงโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อพวงมาลัยดอกมะลิที่ จ.นครสวรรค์ จำนวน 1 แสนพวง ให้มาส่งให้ที่วัดพระธาตุดอยคำ จากนั้นจึงขึ้นเครื่องบินมาเชียงใหม่ เพื่อแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจ

ส่วนนางสาวอ้อม พี่สาว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถกลับมาเดินได้อีก แต่ได้บนบานองค์หลวงพ่อทันใจที่บ้าน ส่งจิตอธิษฐานขอพรให้หายจากอาการป่วย ให้สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง จนกระทั่งกลับมาเดินได้อีกในขณะนี้ ซึ่งตนเองเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อทันใจอย่างมาก

ถวายมะลิ4

เชื่อว่า หลวงพ่อทันใจ จ.เชียงใหม่ ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยพี่สาวกลับมาเดินได้อีกครั้งหลังเดินไม่ได้มา 2 ปี

สำหรับองค์หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ เป็นพระพุทธรูปเนื้อปูน หน้ากว้าง 12 นิ้ว สูง 16 นิ้ว ลงรักปิดทองประดิษฐานในพระวิหารเล็กข้างพระธาตุ อายุเก่าแก่ประมาณ 500 ปี เป็นที่ศรัทธาของสาธุชนเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ พากันมากราบไหว้บนบานขอพรให้ประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนา และจะเดินทางมาถวายพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อแก้บน.

ที่มา>>>Thairath

เจ้าของแทบขาดใจ! ไฟไหม้อาคารเมืองนนท์ คลอกชิวาวา-ปอมตาย 4 ตัว

เจ้าของหมา1

สาวเจ้าของบ้านหลั่งน้ำตา ไฟไหม้อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น คลอกน้องหมาสุดรัก พันธุ์ชิวาวา-ปอมเมอเรเนียน ไหม้เกรียมรวม 4 ตัว ขณะสต๊อกเสื้อผ้านำเข้าจาก ตปท. ก่อนขายผ่านโซเชียลวอดทั้งหมด เจ้าตัวยันถอดปลั๊ก-ปิดสวิตช์ทั้งหมดแล้ว

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 มี.ค. 59 พ.ต.ท.ชัยชาญ เพียขันธ์ สว.สส.สภ.เมืองนนทบุรี สาขาย่อยรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุนนทรี มีเหตุไฟไหม้อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น บ้านเลขที่ 4 ซอย นนทบุรี 33 ถนนนนทบุรี 1 หมู่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี รุดไปตรวจสอบพร้อมรถดับเพลิงเทศบาลนครนนทบุรี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 8 คูหา เพลิงกำลังลุกไหม้ชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนำรถน้ำ 4 คัน ระดมฉีดน้ำเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปยังอาคารติดกัน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถดับเพลิงได้

เจ้าของหมา2

เจ้าของยืนดูซากบ้านตัวเอง พร้อมเสียใจที่สุนัขที่เลี้ยงไว้ ตายไป 4 ตัว

จากการตรวจสอบพบว่า เพลิงลุกไหม้จากชั้นล่าง มีทรัพย์สินเสียหายเป็นเสื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า เครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังพบภาพสลดใจเป็นสุนัข 4 ตัว ถูกไฟคลอกจนไหม้เกรียม พร้อมกันนี้ ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานภูธรจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย

สอบสวน น.ส.อุษา หรั่งแร่ อายุ 34 ปี เจ้าของ ให้ปากคำว่า ร่วมลงทุนกับเพื่อนหญิงนำเข้าเสื้อผ้าจากต่างประเทศ ขายผ่านทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ก่อนเกิดเหตุขับรถไปทำธุระที่ จ.ชลบุรี และแวะทานข้าวใกล้บ้าน ต่อมาเพื่อนบ้านโทรศัพท์มาบอกว่าไฟไหม้ จึงรีบขับรถกลับเพราะในบ้านเลี้ยงสุนัขไว้ 5 ตัว แต่ก็ไม่ทัน เพลิงได้ลุกไหม้จนหมด ทั้งเสื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศ ที่เพิ่งสั่งมามูลค่าประมาณ 80,000 บาท รถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า ราคา 120,000 บาท เครื่องใช้ไฟฟ้า และสุนัขพันธุ์ชิวาวา 4 ตัว ปอมเมอเรเนียน 1 ตัว หนีรอดออกมาได้เพียง 1 ตัว ซึ่งเป็นสุนัขที่รักมาก อีกทั้งก่อนออกจากบ้านถอดปลั๊กและปิดสวิตช์ไฟทั้งหมดแล้ว จึงไม่ทราบว่าเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร

เจ้าของหมา3

สภาพอาคารพาณิชย์ หลังเพลิงไหม้วอด!

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด.

ที่มา>>>Thairath

ผู้การฯ สงขลา สั่ง 2 ตร.สะเดา รีดไถ ออกราชการ-เจ้าตัวอ้างเข้าใจผิด

ผู้การ1

2 ตร.สะเดา ทำงามหน้า! ตั้งด่านตรวจรถ นทท. พบบุหรี่ไฟฟ้า ขู่จับกุม เรียกเงิน 2 หมื่นแลกอิสรภาพ ต่อรองเหลือ 500 ริงกิต ยอมปล่อยตัว ก่อนเข้าร้องผู้การฯ สงขลา นำตัวแจ้งความ สภ.สะเดา พร้อมเชือดออกราชการ ด้านผู้ต้องหาอ้างเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 มี.ค. 59 พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผกก.สภ.สะเดา นำแถลงข่าวการร้องเรียนพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา หลังนักท่องเที่ยว 2 พ่อลูก ชื่อ นายโท เซ็นยิว อายุ 65 ปี และ นายโท ซูวี อายุ 39 ปี ชาวมาเลเซีย พร้อม นายสุรินทร์ นกแก้ว อายุ 42 ปี ล่ามชาวไทย เข้าร้องเรียนต่อ พล.ต.ต.กฤษกร พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบ พบมีพฤติกรรมจริง จึงนำผู้เสียหายชาวมาเลเซียเข้าแจ้งความที่ สภ.สะเดา พร้อมเรียกตัว และออกหมายจับ 2 ตำรวจ สภ.สะเดา ประกอบด้วย ร.ต.ท.ภูวนารถ โนมพรรณ สวป.สภ.สะเดา ตามหมายจับที่ 108/59 และ ด.ต.แฮนเชษฐ์ หมัดอาด้ำ ผบ.หมู่ ป.สภ.สะเดา ตามหมายจับที่ 109/59 มาทำการสอบสวน เบื้องต้นสั่งออกจากราชการทันที โดยให้ถอดเครื่องแบบต่อหน้าสื่อและผู้เสียหาย

พล.ต.ต.กฤษกร เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ผู้ต้องหาทั้ง 2 ตั้งด่านตรวจที่หน้าโรงเรียนสำนักขาม ฝั่งขาเข้าเมืองสะเดา พบรถนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียคือ นายโท เซ็นยิว และ นายโท ซูวี โดยตำรวจทั้ง 2 นาย ร่วมกันตรวจค้นรถ พบบุหรี่ไฟฟ้า 1 อัน จึงตรวจยึดและแจ้งข้อกล่าวหาว่า การมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองผิดตามกฎหมายไทย พร้อมเรียกเงิน 20,000 บาท แลกกับอิสรภาพ ก่อนพาผู้เสียหายและพยานที่พักสายตรวจ หน้าโรงเรียนเทศบาล 1 ในตัวเมืองสะเดา ถนนปาดังเบซาร์ ห่างจากโรงพักสะเดา 200 เมตร แต่ผู้เสียหายต่อรองจ่ายเงิน 500 ริงกิต คิดเป็นเงินไทย 4,800 บาท ซึ่งตำรวจทั้ง 2 ขอเพิ่มเป็น 1,000 ริงกิต แต่ผู้เสียหายไม่มีให้ จึงยอมรับ 500 ริงกิต และปล่อยตัว

ผู้การ2

พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา ประชุมตร. สั่งเชือด 2ตร. ให้ออกราชการ ฐาน เรียกเงินนักท่องเที่ยว

จากนั้นผู้เสียหายเดินทางต่อไป อ.หาดใหญ่ ปรึกษากับบริษัททัวร์ และนำเรื่องเข้าร้องเรียนกับ ผบก.ภ.จว.สงขลา พร้อมนำตัวผู้ต้องหามาให้ผู้เสียหายชี้ตัว โดยมีเพียง ร.ต.ท.ภูวนารถ ส่วน ด.ต.แฮนเชษฐ์ ยังไม่มารายงานตัว ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นคนเรียกรับเงินจริง ด้าน ร.ต.ท.ภูวนารถ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เรียกรับเงิน อาจเป็นการเข้าใจผิด ทั้งนี้ ตั้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำตัวด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ร่วมกันกรรโชกทรัพย์

ทั้งนี้ ผบก.ภ.จว.สงขลา กล่าวอีกว่า พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เบื้องต้นให้ตำรวจทั้ง 2 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน และให้ พงส.สอบสวน ส่วนสาเหตุที่ต้องดูคดีดังกล่าวด้วยตนเอง เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องตำรวจตั้งด่านรีดไถนักท่องเที่ยวมานาน และเป็นนโยบายของ สตช. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ต้องการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล และต้องการยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ผบก.ภ.จว.สงขลา ได้มอบเงินในนาม สตช. จำนวน 5,000 บาท เป็นค่าเยียวยาแก่ผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายรับมอบ และมอบให้ สภ.สะเดา อีกต่อ เพื่อใช้กิจการสาธารณะต่อไป โดยบอกว่าดีใจที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมและดูแลอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะมาเที่ยวเมืองไทยตลอดไป.

ที่มา>>>Thairath

จับตา 21 มี.ค. “แจสโมบาย” ลุยหรือถอย 4 จี

จับตา

กสทช.ย้ำลั่นไม่ต่อเวลา

จากการสำรวจความเห็นบทวิเคราะห์ของสำนักวิเคราะห์ต่างๆ ถึงความเป็นไปได้ในการที่ “แจส โมบาย” จะนำเงินมาจ่ายค่าประมูล 4 จี คลื่น 900 ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ได้หรือไม่ พบว่า บล.ทรีนีตี้ มั่นใจว่าแจสจะหาเงินมาจ่ายได้ทันกำหนด ขณะที่ดีบีเอสคาใจ ด้าน กสทช.ย้ำไม่เลื่อนเวลา

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ผู้ชนะประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์แต่อย่างใด ซึ่ง กสทช.ต้องรอต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดการชำระเงินงวดแรกพร้อมหนังสือค้ำประกันการเงินจากสถาบันการเงินรวม 75,654 ล้านบาท ในวันที่ 21 มี.ค.2559

“ทั้งนี้ หากแจส ไม่นำเงินมาชำระค่าประมูลในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ถือเป็นอันสิ้นสุดของการชำระเงิน ซึ่งขั้นตอนต่อไปสำนักงาน กสทช.จะนำเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณาการยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 644 ล้านบาท การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการจัดการประมูล 4 จี ราว 160 ล้านบาท และอาจมีการฟ้องร้องเรียกค่า เสียหายอื่นๆ หรือการตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทอื่นๆ ที่รับใบอนุญาตจาก กสทช.ด้วย เพื่อมิให้เกิดกรณีตัวอย่างในอนาคต เมื่อประมูลแล้วไม่มาชำระเงินอีก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด บล.ทรีนีตี้ได้ออกบทวิเคราะห์ระบุยังคงเชื่อว่าภายในวันที่ 21 มี.ค.นี้ บริษัท แจส โมบายจะมีเงินและแบงก์การันตีมาวางให้ กสทช.ได้ โดยประเด็นที่น่าสนใจและติดตามคือพันธมิตรที่จะเข้ามาเป็นใคร ซึ่งคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นคงเป็นแรงกดดันให้กับกลุ่มสื่อสารทั้งกลุ่มได้ในช่วงของอาทิตย์นี้จนถึงอาทิตย์หน้า

ทรีนีตี้ให้ข้อสังเกต โดยโยงเรื่องว่าค่ายหนัง “โมโนฟิล์ม” บริษัทลูกในเครือเดียวกันได้สร้างหนังเรื่อง “หลวงพี่แจ๊ส 4G” ที่วางแผนกำหนดเข้าฉาย 6 เม.ย.นี้ น่าจะเป็นแผนการตลาดในการเตรียมการทำ 4 จี เป็นอย่างดี เพราะค่ายหนังที่ทำนั้นคือ โมโนฟิล์ม ซึ่งมีเจ้าของรายเดียวกับบริษัท แจส โมบาย ทั้งนี้ ทรีนีตี้ยังคงเชื่อว่าภายในวันที่ 21 มี.ค. นี้ JAS จะนำ Bank Guarantee ไปวางได้ และเข้ามาสู่ธุรกิจ 4 G อย่างค่อนข้างมั่นใจ คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ขณะที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า จากข่าวที่ “ชาญ บูลกุล” ที่ปรึกษาการเงินตระกูลโพธารามิกออกมาระบุว่าธนาคารกรุงเทพยื้อออกแบงก์การันตี 70,000 ล้านบาท โดยกำลังบีบให้ “อดิศัย โพธารามิก” ยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้แต่เพียงผู้เดียวทั้งก้อน ทั้งที่ถือหุ้นอยู่เพียง 25% ทำให้ “อดิศัย” ไม่ยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว จึงทำให้บริษัท แจส โมบายยังไม่สามารถหาแบงก์การันตีมาให้ กสทช.ได้ ท่ามกลางเวลาที่เหลือน้อยเต็มที.

ที่มา>>>Thairath

สาวหาดใหญ่!! ถูกเชือกว่าวบาดคอ ขณะขี่จยย.ข้ามสะพานกลางเมือง

16-3-59-07

สาวหาดใหญ่ถูกเชือกว่าวบาดคอ ขณะขับรถจักรยานยนต์ข้ามสะพานกลางเมืองหาดใหญ่เป็นแผล โชคดีไม่ลึก ส่งตำรวจเข้าตรวจสอบ ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเลี่ยงเล่นว่าวในเขตเมือง

รายงานข่าวว่าหลังจากที่ได้มีแชร์เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งผ่านสังคมออนไลน์ในเมืองหาดใหญ่ว่าถูกเชือกว่าวบาดคอได้รับบาดเจ็บและมีการโชว์ร่องรอยบาดแผลที่บริเวณลำคอซึ่งมีร่องรอยอย่างชัดเจน เหตุเกิดบนสะพานลอยสัจกุล เขตเทศบาลนครหาดใหญ่เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ขณะที่เธอขับรถจักรยานยนต์ข้ามสะพานลอย

รานงานว่าผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง facebook ของคุณรัตติยา ศรีรุจี หรือคุณหนูหน่อย ซึ่งเป็นเจ้าของ facebook ติดต่อไปยังหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บ กระทั่งพบเจ้าตัวน.ส.โสภา ยืนยัน อายุ 44 ปี ชาว ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ โดยเธอบอกว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและที่บริเวณลำคอยังมีร่องรอยของบาดแผลที่ถูกเชือกว่าวบาดอย่างชัดเจน พร้อมกับพาไปยังจุดเกิดเหตุบริเวณสะพานลอยสัจกุล

16-3-59-07 2

นางโสภากล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 มี.ค. ขณะขับรถจักรยานยนต์กลับจากเยี่ยมแม่ในย่านเขต8 หาดใหญ่ เพื่อกลับบ้านที่ ต.คลองแห ซึ่งต้องข้ามสะพานลอยสัจกุล แต่เมื่อขับมาถึงบริเวณกลางสะพาน รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบาดที่ลำคอ จึงใช้มือจับดูพบว่าเป็นเชือก และรู้สึกแสบที่คอ แต่ต้องทนเจ็บขับรถมาจอดใต้สะพานเพราะมีรถตามหลังมา และเมื่อตรวจดูบริเวณลำคอก็พบว่ามีรอยเชือดบาดสองรอย แต่โชคดีที่บาดแผลไม่ลึกมาก เพราะขับรถมาไม่เร็วมากนัก ซึ่งหากมาเร็วกว่านี้อาจจะบาดเจ็บหรือมีแผลลึกกว่านี้หรือรถจักรยานยนต์อาจล้มลงได้และหลังเกิดเหตุก็ไม่ได้เข้าแจ้งความแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบบริเวณสะพานยังมีเชือกว่าวขดอยู่ด้วยซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นเชือกว่าวชนิดเดียวกัน

16-3-59-07 3

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กิตติธิรางกูร หัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.หาดใหญ่ กล่าวว่าตนส่งตำรวจไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และจากการสอบถามชาวบ้านในละแวกเกิดเหตุบอกว่าช่วงนี้เป็นฤดูของการเล่นว่าว และว่าวพร้อมกับเชือกอาจจะลอยขาดมาติดกับคอสะพานและผู้ที่ขับรถผ่านไปมามองไม่เห็น โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ทำให้เชือกบาดคอบาดเจ็บ ตำรวจได้ฝากชาวบ้านในละแวกเกิดเหตุให้เลี่ยงการเล่นว่าวบริเวณเขตเมืองหาดใหญ่ เพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น เนื่องจากอันตรายมาก และเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เคยเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่11 มี.ค.58 ซึ่งมีผู้หญิงได้รับบาดเจ็บจากการถูกเชือกว่าวบาดคอขณะขับรถจักรยานยนต์บนสะพานลอยสัจกุลเช่นเดียวกัน

ที่มา : khaosod

คนด่าเพียบ!! แม่ค้าไข่หัวใส ขายไข่วิธีใหม่ ทำไมคนถึงด่า

15-3-59-12

ได้รับรายงานว่า ขณะนี้บนโลกโซเชี่ยล ได้มีประเด็นวิพากษณ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เนื่องจากมีแม่ค้าขายไข่คนหนึ่ง มีพฤติกรรมที่เอาเปรียบลูกค้าดังนี้

(@สุ น้อยใส)_เล่าว่า: …ใครผ่านไปแถววัด สมาน ฉะเชิงเทรา แล้วคิดจะซื้อไข่ร้านอยุ่ทางเข้าวัด ระวังไว้ด้วย โกงมาก เห้นป้ายติดเต้มร้าน บอก2แผง120 เราเลยจอดรถลงไปดูแม่ค้าบอก 2 แผง 120 เราเห้นที่วางลูกมันใหญ่ดีเลยเอา 2แผง จ่ายตังเสร้ด มันเดินไปหยิบที่ใส่ถุงไว้แล้วให้ พอรับถุงเปิดดูแม่เจ้าใหญ่กว่าไข่นกกระทาหน่อยนึง เลยถามทำไมมันเล็กจังไม่เหมือนที่วางขาย มันบอกที่วาง 2 แผง 180 แล้วทำไมไม่มีป้ายราคาบอก เลยขอคืนเพราะลูกเล็กมาก มันไม่ให้คืน บอกซื้อไปแล้ว นี้กุยังอยุ่หน้าร้านมึงนะ ยังไม่ได้ไปไหนเลย. หลอกลวงชัดๆ แม่ค้าปากดีมาก ช่วยแชร์ให้คนที่ไม่รุ้ด้วยคะ ––|(19/7/58)

15-3-59-12 215-3-59-12 315-3-59-12 4

ที่มา : hotnewshotclip

เจ้าของบ้านสุดผวา งูเห่า 1.5 เมตร เลื้อยมาหาทุกวัน

งู1

บางปะกงดงงู ล่าสุดงูเห่าดำมะเมื่อมยาว 1.5 เมตร เลื้อยเข้ามาเยี่ยมเยียนครอบครัวหนึ่งทุกวัน จนหวาดผวาไม่กล้าเดินในบ้าน พอเห็นว่ามันเลื้อยเข้าไปนอนข้างโอ่งน้ำ เลยรีบแจ้งกู้ภัยมาจับไปปล่อย หมดเวรหมดกรรมกันไป…

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คืนที่ผ่านมา หน่วยกู้ภัยฉะเชิงเทรา พร้อมอุปกรณ์ เข้าตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 58 หมู่10 ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา หลังนายเอน ท้วมพงษ์ อายุ 62 ปี เจ้าของบ้าน แจ้งว่ามีงูเห่าขนาดใหญ่อยู่ภายในบ้าน

งู2

จนทกู้ภัยจับงูเห่าขนาด1.5ม. มาหลบนอนข้างโอ่งน้ำในบ้าน

เมื่อไปถึงพบว่าคนในบ้านหนีออกมายืนอยู่ใต้ถุนบ้าน แล้วชี้บอกว่างูเห่าตัวดังกล่าวเลื้อยหลบอยู่ข้างโอ่งน้ำ หน่วยกู้ภัยฯ พยายามค้นหา จนพบงูเห่ายาว 1.5 เมตร นอนขดตัวอยู่ พยายามใช้บ่วงเชือกคล้องคออยู่ประมาณ 5 นาที ก็สามารถจับตัวไว้ได้ แล้วนำใส่ถุง เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

งู3

เจ้างูเห่าตัวเขื่อง เลื้อยมาซุกข้างโอ่งน้ำทุกวัน ทำเจ้าของบ้านหวาดผวา ต้องรีบโทรแจ้งจนท.ให้มาจับ

สอบถามคนในบ้านทราบว่า งูเห่าตัวดังกล่าวเลื้อยเข้าออกในบ้านทุกวัน จนคนในบ้านต้องคอยระวัง ไม่สามารถเดินไปมาภายในบ้านได้อย่างปกติ เพราะไม่รู้ว่า งูจะมาแอบอยู่ตรงไหน ต้องคอยมองว่าจะเดินเหยียบงูเห่าหรือเปล่า จนวันนี้งูเห่าได้เลื้อยเข้ามาอีก และเห็นว่า มันนอนหลบอยู่ข้างโอ่ง จึงรีบโทรตามกู้ภัยให้มาจับไปปล่อยในป่าธรรมชาติ ไม่ต้องเบียดเบียนเป็นเวรเป็นกรรมกันอีกต่อไป.

งู4

หลังจับ งูเห่าได้ จะนำไปปล่อยคืนกลับสู่ธรรมชาติต่อไป

ที่มา>>>Thairath

รวบแล้วสาวใช้รับ-ฆ่าโหด ถังแก๊ส! ทุบหัวเถ้าแก่เนี้ย หลังใช้มีดแทงจนล้ม!

new7-12316

ตร.คุมลูกจ้างสาวลาววัย 19 ทำแผนฯ ฆ่านายจ้างหญิง เจ้าของ ร้านค้าส่ง ภรรยาอดีตผกก.สภ.วิเศษชัยชาญ ดับคาร้านค้าที่พระนคร ศรีอยุธยาหลัง เจ้าหน้าที่บุกรวบตัวขณะกบดานอยู่ในหอพักกลางกรุง เจ้าตัวสารภาพลงมือฆ่าโดยใช้มีดแทงก่อนใช้ถังแก๊สปิคนิคทุบหัวซ้ำ แล้วฉกทรัพย์สินหนีเข้ากรุง อ้างดื้อๆ กำลังทอดไข่กิน แต่จุดแก๊สไม่ติด จึงไปตามนายจ้างมาช่วย แต่กลับถูกดุด่า จนชักมีดขู่ จากนั้นชุลมุนแย่งมีดจนแทงเจ้าของร้านตาย แล้วใช้ถังแก๊สทุบซ้ำ ตร.เร่งกันตัวหนีกลุ่มญาติผู้ตายที่มาดูทำแผนฯ พร้อมสืบสวนเพิ่ม เชื่อมีผู้ร่วมขบวนการ

น.ส.นาให้การรับสารภาพว่า วันเกิดเหตุตนเองหิวจึงได้เข้าไปทอดไข่ แต่ติดเตาแก๊สไม่ได้ จึงมาขอให้ผู้ตายช่วยดูเตาแก๊สให้หน่อย แต่กลับถูกผู้ตายต่อว่าต่างๆ นานา ตนจึงหยิบมีดที่หลังตู้เย็นมาถือเอาไว้ ผู้ตายเห็นถือมีดก็กล่าวหาว่าจะเอามีดมาแทง จนเกิดการโต้เถียงและแย่งอาวุธมีดกัน จึงได้ใช้อาวุธมีดแทง ผู้ตาย และคว้าเอาถังแก๊สทุบศีรษะจนเสียชีวิต จากนั้นออกมาเอาเงินที่ลิ้นชักไปประมาณ 9,000 บาทแล้วหลบหนีไป
รายงาน ข่าวแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลไป ถึงกลุ่มผู้ที่นำแรงงานชาวต่างด้าวเข้ามาทำงานและมีส่วนช่วยเหลือพาน.ส.นา หลบหนี

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์