นับถอยหลังตอกเสาเข็ม ‘เจ้าพระยา’ ละเลงงบ 1.4 หมื่นล้าน คนกรุงไม่รู้เรื่อง?

28-3-59-29

“แม่น้ำเจ้าพระยา” เป็นหนึ่งในแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวกรุงมาอย่างยาวนาน

แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำ 4 สาย คือปิง วัง ยม น่าน และกลายมาเป็นเสน่ห์ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ดึงดูดชาวต่างชาติให้พานพบกับความงดงามจากทัศนียภาพที่สวยงามตลอดสองริมฝั่ง

ทว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ “แม่น้ำเจ้าพระยา” กำลังจะคลายมนต์สะกด ภายหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินหน้า “โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา”

กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้รับการว่าจ้างให้เป็นที่ปรึกษาในการศึกษาสำรวจออกแบบ และจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำ

โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาดังกล่าว เป็นโครงการที่รัฐบาลหยิบยกให้เป็นวาระเร่งด่วนนับตั้งแต่เมื่อครั้งร่วมหารือแนวนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย ในเดือน พ.ค.2557 ก่อนจะเปิดเผยความชัดเจนในเดือน ธ.ค.2557

“มท.กำลังมอบหมายให้ กทม.เร่งศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้าง และวางแผนเพื่อให้ตอกเสาเข็มได้ภายในเดือน ต.ค.2559” คือไทม์ไลน์ที่รัฐบาลกำหนด

นับแต่นั้นทางโครงการก็ได้มีการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนา ควบคู่ไปกับการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ในระยะ 57 กิโลเมตร (กม.) จากสะพานพระราม 7 ไปถึงสุดเขต กทม. หลังจากนั้นจึงมีการสำรวจออกแบบโครงการ คู่กับการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในระยะนำร่อง 14 กม. จากสะพานพระราม 7 ไปถึงสะพานพระปิ่นเกล้า

ในแผนการที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วนั้น ระบุว่า การก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา 2 ฝั่ง จะมีระยะทางฝั่งละ 25 กม. รวมทั้งสิ้น 50 กม. เริ่มจากสะพานพระราม 3 ไปสิ้นสุดที่สะพานพระนั่งเกล้า ด้วยงบการก่อสร้าง 3 หมื่นล้านบาท

ตามกำหนดการแล้ว จะเริ่มเฟสแรกก่อนภายในปี 2559 มูลค่าการก่อสร้าง 1.4 หมื่นล้านบาท ในระยะทางรวม 14 กม. ตั้งแต่สะพานพระปิ่นเกล้าไปจนถึงสะพานพระราม 7 เพื่อให้เปิดใช้งานได้ทันในปี 2560-2561

อันธิกา สวัสดิ์ศรี โฆษกโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดเผยว่า การศึกษาพื้นที่ 57 กม.เป็นการจัดทำผังแม่บท ส่วนใน 14 กม. เพื่อที่จะเสนอรูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้นพบว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกละเลย เนื่องจากชาว กทม.หันหลังให้กับแม่น้ำแล้วหันหน้ามาใช้ถนนกันมากขึ้น

“ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับประโยชน์เพราะมีส่วนร่วมในการจ่ายภาษี ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นในโครงการต่างๆ ที่เป็นสาธารณะ เราพบว่ามีพื้นที่เพียง 28% ที่คนทั่วไปอย่างเราสามารถเดินเท้าเข้าไปดูริมน้ำเจ้าพระยาได้ ขณะที่พื้นส่วนใหญ่เป็นของเอกชนที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปเดินเล่นได้” อันธิกา กล่าว

อันธิกา กล่าวอีกว่า ภายหลังที่ได้มีการเซ็นสัญญากันเรียบร้อยเมื่อวันที่ 29 ก.พ.ที่ผ่านมา ทางโครงการก็ได้เริ่มลงพื้นที่ศึกษาละเอียดระยะทาง 14 กม. ใน 31 ชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยจะลงพื้นที่ชุมชนละ 6 ครั้ง หลังจากนั้นจึงมีการลงพื้นที่ทั้ง 57 กม.เพื่อจัดทำผังแม่บท รวมกรอบระยะเวลาลงพื้นที่ทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 225 ครั้ง เพื่อให้คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบถึงผลกระทบ ซึ่งทางโครงการก็พร้อมรับฟังข้อกังวล ตลอดจนข้อเสนอแนะในการพัฒนาที่จะมีส่วนร่วมไปด้วยกัน

วรพจน์ บุตรลพ ประชาชนในพื้นที่โครงการและคณะกรรมการสภาภิบาลวัดคอนเซ็ปชัญ กล่าวว่า หมู่บ้านและวัดคอนเซ็ปชัญสนับสนุนโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อการเปิดและเชื่อมโยงทัศนียภาพในพื้นที่ ให้ประชาชนบนฝั่งได้เห็นและพักผ่อนกับแม่น้ำ ส่วนคนที่ล่องเรือผ่านก็ได้เห็นประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านชาวคริสต์ริมน้ำที่มีมาตั้งแต่สมัยราชกาลที่ 1 ดังนั้นโครงการนี้จึงทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแม่น้ำได้ดีมากขึ้น

“ผมคิดว่าการทำโครงการเป็นผลดีต่อหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชน สังคม หรือประเทศ ในการได้เห็นพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำมีการพัฒนาให้สวยงาม และเพิ่มความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับแม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น” วรพจน์ เชื่อเช่นนั้น

ในขณะที่ เครือข่ายเพื่อนแม่น้ำ หรือ Friends of the River (FOR) กลุ่มเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมองว่าโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีรูปแบบโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ขึ้นมาสูงบดบังพื้นที่ตลอด 2 ริมฝั่งแม่น้ำ ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมไทยสืบต่อกันมายาวนาน จึงเป็นการทำลายทัศนียภาพแม่น้ำ วิถีชีวิตเก่าแก่ และมรดกวัฒนธรรมความเป็นไทยที่ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีก ทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย

ยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้ง FOR อธิบายว่า รูปแบบของโครงการจะส่งผลให้เกิดผลกระทบที่เยอะมาก เพราะเป็นโครงการที่สร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของภาครัฐ โดยไม่ฟังเสียงจากภาคประชาชน ทางที่ดีรัฐควรออกมาทำความเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของประชาชนมากกว่านี้ โดยสิ่งสำคัญคือต้องทำให้โครงการนี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ในการทำโครงการครั้งนี้ หากประชาชาชนไม่มีส่วนร่วมเลยก็จำเป็นต้องถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบด้วย

“สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกในขณะนี้ คือทำให้ประชาชนตื่นตัวกับโครงการมากขึ้น เพราะความสำคัญคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการออกความเห็นได้มากขึ้น และได้รับข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงมากกว่านี้” ยศพล กล่าว

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเปลี่ยนพื้นที่แม่น้ำให้เป็นเส้นทางสาธารณะนั้นไม่ใช้เรื่องที่น่ายินดี เพราะเงินจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาทไม่ใช้เงินจำนวนน้อยๆ และสามารถนำไปทำสิ่งอื่นได้อีกมาก ซึ่งทาง กทม.เองก็น่าจะมีวิธีแก้ไข้ปัญหา การจัดการแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าการสร้างกำแพง ไม่นับรวมถึงความฉลาดทางภูมิปัญญาที่ยังต้องมีมากกว่านี้ด้วย เพราะโครงการดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ซ้ำยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนอีกมากมาย

“แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเหมือนหัวใจหลักของคนไทย หากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ควรเชิญชวนให้ทุกคนมารวมกันคิด เรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อมยังมีอีกหลายวิธีให้เลือก ไม่ใช่วิธีที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมแบบนี้” บัณฑูร ระบุ

ที่มา : postjung

จับแล้ว “ไอ้ติ่ง” ฆาตกรแทงเมีย 16 แผล สารภาพเห็นกดมือถือ นึกว่าโทรหา”กิ๊ก”เลยฆ่าทิ้ง

24-3-59-27

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 24 มี.ค. ที่หน้าสภ.เมืองอุดรธานี พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รองผบช.ภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.อุดรธานี พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายทวีศักดิ์ เกษมราช อายุ 33 ปี ข้อหาฆ่าผู้อื่น ,อาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร” พร้อมด้วยของกลางมี 1.มีดปลายแหลมชนิดพกแบบพับสีเงินดำ จำนวน 1 เล่ม 2.กางเกงขายาวเปื้อนเลือด 1 ตัว (ผู้ต้องหาสวมใส่วันเกิดเหตุ) 3.รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดงดำ ไม่ติดทะเบียน จำนวน 1 คัน

พล.ต.ต.บุญลือกล่าวว่า ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 01.35 น.วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ร.ต.อ.นิวัฒน์ แจงกระโทก ร้อยเวร สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งมีเหตุคนถูกแทงได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านก๋วยเตี่ยวเนื้อผักสด กลางซอยประชาอุทิศ 2 ถ.อดุลยเดช ต.หมากแข้ง พบร่างน.ส.ชมัยพร รวงผึ้ง อายุ 31 ปี พนักงานร้านดีไลท์ ถูกแทงที่ลำคอ หน้าอก และฝ่ามือ รวม 16 แห่งนอนหายใจรวยริน ศีรษะพาดกำแพงรั้ว และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

24-3-59-27 2

พล.ต.ต.พีระพงศ์กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้หลักฐานทั้งจากพยานในที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดพบว่า 5 ทุ่มเศษๆ ได้มีนายทวีศักดิ์ เกษมราช อายุ 33 ปี แฟนใหม่ของผู้ตายได้ขับรถจักรยานยนต์มาหาที่ร้านดีไลท์ และกลับออกไปนั่งดื่มเบียร์อยู่ร้านอาหารใกล้ๆกัน จนกระทั่งผู้ตายเลิกงานก็เดินตามผู้ตายไปที่ห้องพัก ก่อนจะมีปากเสียงกันและก่อเหตุหลบหนีไป จึงได้สั่งการให้พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.ฯ ,พ.ต.ท.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ รอง ผกก.สส.ฯ นำกำลังติดตามจับกุมตัวคนร้ายโดยเฝ้าจุดอยู่บริเวณบ้านพักผู้ต้องหาในหมู่บ้านตาลโกน ต.ตาลโกน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร และจุดที่ซอยนานา กรุงเทพฯ ที่ผู้ตายและผู้ต้องหาเคยไปทำงานและพักอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการประสานงานไปยังท้องที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ที่เป็นบ้านของแม่ผู้ตายและจัดงานศพด้วย

24-3-59-27 3

พ.ต.ท.ชาญณรงค์กล่าวว่า ในทางสืบสวนพบว่า หลังเกิดเหตุผู้ต้องหาหลบหนีโดยการขับขี่รถจักรยานยนต์จากจุดเกิดเหตุแล้วมุ่งหน้าออกไปตามถนนรอบเมืองไปทาง จ.สกลนคร เพื่อไปที่พื้นที่ของตัวเองที่คุ้นเคย ก่อนจะหลบหนีไปกบดานที่ จ.บึงกาฬ แต่ชุดสืบสวนไม่ทราบจุดกบดานที่ชัดเจนจึงเฝ้าดูจุดที่บ้านพักของผู้ต้องหาเลขที่ 133 ม.1 บ้านตาลโกน ต.ตาลโกน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร และก็พบตัวนายทวีศักดิ์ ขับรถจักรยานยนต์ เข้ามาที่บ้านเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จึงคุมตัวไปสอบสวนเบื้องต้นนั้นรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

24-3-59-27 4

นายทวีศักดิ์ สารภาพว่า รู้จักกับผู้ตายนานแล้ว และรู้ว่าผู้ตายเลิกรากับสามีเก่าที่ไปทำงานต่างประเทศ จึงได้คบหากันเป็นแฟนอยู่กินด้วยกันมาประมาณ 6 เดือน จากนั้นจึงพาผู้ตายไปทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านซอยนานา กรุงเทพฯ โดยตนก็ทำงานขับรถและเป็น รปภ. ก่อนจะกลับมาที่บ้านใน จ.สกลนคร เพราะความหึงหวง ทะเลาะกันบ่อยครั้ง ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้ตายกลัวว่าจะถูกตนทำร้ายร่างกาย จึงได้แจ้งความตำรวจ สภ.ส่องดาว ให้ลงบันทึกประจำวันว่าจะไม่ทำร้ายผู้ตายอีก

24-3-59-27 5

นายทวีศักดิ์ ให้การว่า จากนั้นก็ได้พาผู้ตายมาสมัครงานที่ร้านอาหารดีไลท์ อ.เมือง จ.อุดรธานี แต่ก็ยังระแวงว่าผู้ตายจะมีชู้ จึงเทียวแวะเวียนมาหาบ่อยๆ แต่ละครั้งก็ทะเลาะตบตีกัน และเมื่อคืนวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาจึงขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากบ้านที่ จ.สกลนคร เพื่อมาผู้ตายและนั่งดื่มเบียร์รอผู้ตายที่ร้านใกล้ๆที่ผู้ตายทำงานอยู่ พอผู้ตายเลิกงานก็พากันเดินไปที่พักจนทางเปลี่ยวก็ทะเลาะกันอีก

24-3-59-27 6

ผู้ตายหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรขอความช่วยเหลือ แต่ผมไม่รู้ว่าโทรหาตำรวจ ด้วยความเมาและโมโห คิดว่าผู้ตายจะโทรหาชู้ให้มาช่วย จึงคว้ามีดพกออกมาแทงผู้ตายไปหลายครั้งแล้ววิ่งหลบหนีไปก่อนจะทิ้งมีดพกไว้ในพงหญ้า แล้วขึ้นรถจักรยานยนต์ไปกบดานที่บ้านญาติใน จ.บึงกาฬ และย้อนกลับมาเอาสิ่งของที่บ้านพักเพื่อหลบหนีต่อแต่ไม่รู้ว่าตำรวจดักจับอยู่ที่บ้าน”นายทวีศักดิ์กล่าว

24-3-59-27 7ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า จากนั้น ร.ต.อ.นิวัฒน์ แจงกระโทก พนักงานสอบสวนพร้อมทีมงานได้คุมตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยเริ่มจากจุดที่ไปเจอผู้ตายบริเวณร้านอาหาร และจุดนั่งดื่มเบียร์ แล้วเดินตามผู้ตายไปผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อ ไปถึงจุดเกิดเหตุกลางซอย จุดที่ลงมือแทงผู้ตาย แล้ววิ่งหนีไปทิ้งมีด และจุดขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ที่มา : matichon

เชอรี่ สามโคก โชว์บิกินี่หอยยักษ์ล้างรถสุดสยิว

new29-1-2403

ถ้าพูดถึงใส่ชุดบิกินี่ ล้างรถแล้วละก็ ชื่อของ เชอรี่ สามโคก คงเป็นอีกคนที่บรรดาท่านชายหลายๆ คนนึกถึง ล่าสุด เธอได้่จัดชุดบิกินี่ หอยยักษ์ ที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของงาน Isuzu x-party x-series blue powerมาล้างรถกัน เรียกเสียงฮือฮากระจาย ซึ่งระหว่างพิธีกรจะสัมภาษณ์ เธอก็ได้พูดวลีเด็ดว่า “ขอเช็ดหอยแป๊ปนึง”

คลิป — YaKooThai Channel

new29-2-2403new29-3-2403new29-4-2403

ที่มา postjung

น่าชื่นชม! หนุ่มน้อยวัย 15 รับจ้างเย็บ-เข็นกระสอบถั่ว หาเงินเรียนต่อ

หนุ่มน้อย1

น่าชื่นชม! หนุ่มน้อยวัย 15 ปี จ.สุโขทัย แบ่งเบาภาระแม่ ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอม รับจ้างเย็บ-เข็นกระสอบถั่ว หาเงินเรียนต่อช่างยนต์ ตามที่ฝัน …

วันที่ 22 มี.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มีหนุ่มน้อยวัย 15 ปี ใช้เวลาช่วงปิดเทอมรับจ้างเย็บกระสอบและเข็นกระสอบถั่ว เพื่อเก็บเงินไว้เรียนต่อในสายอาชีพสาขาช่างยนต์ ซึ่งสร้างความชื่นชมให้กับชาวบ้านที่ทราบข่าว เนื่องจากรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญรู้จักหาเงินไว้เรียนต่อ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

หนุ่มน้อย2

ที่บ้านเลขที่ 7 ถนนประสานมิตร ต.เมืองสวรรคโลก เป็นบ้านของ นายปรวัตร ทับน้อย หรือน้องบู อายุ 15 ปี เมื่อไปถึงทราบว่า น้องบู ได้ออกไปทำงานกับตาและยายที่โรงงานรับซื้อพืชไร่ เมื่อไปถึงที่โรงงาน พบว่า น้องบู กำลังใช้เครื่องเย็บปากกระสอบด้านในบรรจุเมล็ดผักบุ้ง ที่ทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นได้นำรถเข็น มาเข็นกระสอบที่เย็บและเข็นนำไปวางซ้อนกันอย่างขะมักเขม้น

สอบถามน้องบู ทราบว่า ได้มาช่วยตายและยายทำงานที่โรงงานนี้นานแล้ว ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นประถม จนขณะนี้จบชั้น ม.3 แล้วและกำลังจะไปเรียนต่อในสายอาชีพ สาขาช่างยนต์ ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุโขทัย ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมทั้งช่วงปิดเทอม ตนเองก็ได้มาทำงานตลอด

หนุ่มน้อย3

ส่วนค่าแรงที่ได้ วันหนึ่งประมาณ 200-300 บาท และจะนำเงินที่ได้ไปฝากแม่ไว้ เพื่อเป็นทุนในการเรียน เนื่องจากตนไม่ได้มาทำงานทุกวัน ซึ่งตนเองคิดว่า ช่วงวันหยุดมาทำงานดีกว่าไปเที่ยวเล่น เพราะนอกจากจะได้แบ่งเบาภาระของแม่แล้วยังสร้างความภูมิใจให้กับตนเองอีกด้วย.

ที่มา>>>Thairath

เคราะห์ซ้ำ ไฟไหม้อีกครั้งที่สอง บ้านหนุ่มร้านของเก่าเมืองปากน้ำวอด

ไฟไหม้1

ไฟไหม้ซ้ำสอง ร้านขายของเก่าในซอยคู่สร้างคู่สม เมืองปากน้ำ วอดทั้งหลัง โชคดีพาคนในครอบครัว-คนงานหนีรอดได้ทัน คาดไฟฟ้าลัดวงจร เสียหายประมาณ 1 ล้าน เจ้าของโอด เพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมา หลังไฟไหม้เมื่อปี 57 จนแทบหมดตัว ต้องกู้แบงก์มาซ่อมบ้าน กระทั่งเกิดเหตุอีก…

เมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 21 มี.ค. พ.ต.ต.สุนทร พิมพันธุ์ สว.(สอบสวน) สภ.พระสมุทรเจดีย์ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านขายของเก่า เลขที่ 290/398 ซอยคู่สร้างคู่สมแยก 18 ม.12 ต.ในคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ โดยประสานขอรถน้ำดับเพลิงจาก อบต.ในคลองบางปลากด เทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่า และเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์รวม 5 คัน ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ บนเนื้อที่ 1 ไร่ บริเวณด้านข้างบ้านเปิดเป็นร้านค้าของเก่า พบเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงเพื่อไม่ให้ลุกลามติดตัวร้านและบ้านเรือนใกล้เคียง ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยไฟได้ไหม้บ้านไปทั้งหลังและลุกลามไปไหม้ร้านของเก่าบางส่วน

ไฟไหม้2

จากการสอบถาม นายอนุลักษณ์ เกตุแก้ว อายุ 53 ปี เจ้าของร้านให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมครอบครัวนอนอยู่ชั้นบน ส่วนคนงานรวม 6 คน นอนหลับอยู่ในบ้านชั้นล่าง กระทั่งได้ยินเสียงเพื่อนบ้านตะโกนว่าไฟไหม้ จึงรีบพาครอบครัวและคนงานวิ่งหนีเอาตัวรอด โดยเห็นเพลิงลุกไหม้ออกมาจากใต้หลังคาบริเวณห้องน้ำชั้นที่ 2 จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงให้มาช่วยเหลือ ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เกิดขึ้น โดยเมื่อเวลา 03.30 น. วันที่ 23 เม.ย. 2557 ได้เกิดไฟไหม้เสียหายจนตัวเองหมดตัว หลังจากที่ผ่านเรื่องเลวร้ายครั้งนั้นได้ตั้งตัวใหม่ทำเรื่องกู้ธนาคารมาซ่อมแซมและปลูกสร้างจนกระทั่งมาเกิดเหตุซ้ำสองอีก

ไฟไหม้3

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรจนบ้านเสียหายทั้งหลัง ก่อนจะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลังฐานเข้าตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้อีกครั้ง ส่วนค่าเสียหายเจ้าของบ้านประเมินไว้ประมาณ 1 ล้านบาท.

ที่มา>>>Thairath

ถวายมาลัยมะลิ 1 แสนพวง แก้บนหลวงพ่อทันใจ! เชื่อช่วยให้กลับมาเดินได้

ถวายมะลิ1

(เครดิตภาพจาก จิรเดช มาลี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่น)

สองที่น้องชาวสัตหีบ คนพี่สาวอายุ 79 ปี ประสบอุบัติเหตุเดินไม่ได้ ส่วนคนน้องอายุ 62 ปี ช่วยกันบนบานหลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ สุดอัศจรรย์กลับมาเดินได้อีกครั้ง จึงสั่งพวงมาลัยไว้ 1 แสนพวง ก่อนนั่งเครื่องบินมาแก้บนที่เชียงใหม่…

วันที่ 21 มี.ค. 59 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่วัดพระธาตุดอยคำ (หลังพืชสวนโลก) หมู่ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีนางสาวอ้อม เผ่าจินดา อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 169 หมู่ 6 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมด้วยนางสาวประนอม เผ่าจินดา อายุ 62 ปี น้องสาว และครอบครัวได้เดินทางมาพร้อมกับนำพวงมาลัยดอกมะลิ จำนวน 1 แสนพวง ขึ้นมาแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจ

ถวายมะลิ2

พวงมาลัยดอกมะลิ 1 แสนพวง

จากการสอบถามนางสาวประนอม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเดือนที่แล้วได้ขึ้นมาบนบานองค์หลวงพ่อทันใจ เพื่อขอพรให้พี่สาว คือ นางสาวอ้อม ที่ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้เส้นเลือดตีบ พิการเดินไม่ได้มานาน 2 ปี จึงมาขอพรและบนบานหลวงพ่อทันใจ ปรากฏว่าผ่านไปไม่นาน พี่สาวก็สามารถเดินได้ จึงโทรศัพท์ติดต่อขอซื้อพวงมาลัยดอกมะลิที่ จ.นครสวรรค์ จำนวน 1 แสนพวง ให้มาส่งให้ที่วัดพระธาตุดอยคำ จากนั้นจึงขึ้นเครื่องบินมาเชียงใหม่ เพื่อแก้บนองค์หลวงพ่อทันใจ

ส่วนนางสาวอ้อม พี่สาว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถกลับมาเดินได้อีก แต่ได้บนบานองค์หลวงพ่อทันใจที่บ้าน ส่งจิตอธิษฐานขอพรให้หายจากอาการป่วย ให้สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง จนกระทั่งกลับมาเดินได้อีกในขณะนี้ ซึ่งตนเองเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อทันใจอย่างมาก

ถวายมะลิ4

เชื่อว่า หลวงพ่อทันใจ จ.เชียงใหม่ ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยพี่สาวกลับมาเดินได้อีกครั้งหลังเดินไม่ได้มา 2 ปี

สำหรับองค์หลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ เป็นพระพุทธรูปเนื้อปูน หน้ากว้าง 12 นิ้ว สูง 16 นิ้ว ลงรักปิดทองประดิษฐานในพระวิหารเล็กข้างพระธาตุ อายุเก่าแก่ประมาณ 500 ปี เป็นที่ศรัทธาของสาธุชนเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ พากันมากราบไหว้บนบานขอพรให้ประสบความสำเร็จตามที่ปรารถนา และจะเดินทางมาถวายพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อแก้บน.

ที่มา>>>Thairath

เจ้าของแทบขาดใจ! ไฟไหม้อาคารเมืองนนท์ คลอกชิวาวา-ปอมตาย 4 ตัว

เจ้าของหมา1

สาวเจ้าของบ้านหลั่งน้ำตา ไฟไหม้อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น คลอกน้องหมาสุดรัก พันธุ์ชิวาวา-ปอมเมอเรเนียน ไหม้เกรียมรวม 4 ตัว ขณะสต๊อกเสื้อผ้านำเข้าจาก ตปท. ก่อนขายผ่านโซเชียลวอดทั้งหมด เจ้าตัวยันถอดปลั๊ก-ปิดสวิตช์ทั้งหมดแล้ว

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 มี.ค. 59 พ.ต.ท.ชัยชาญ เพียขันธ์ สว.สส.สภ.เมืองนนทบุรี สาขาย่อยรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุนนทรี มีเหตุไฟไหม้อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น บ้านเลขที่ 4 ซอย นนทบุรี 33 ถนนนนทบุรี 1 หมู่ 4 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี รุดไปตรวจสอบพร้อมรถดับเพลิงเทศบาลนครนนทบุรี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น 8 คูหา เพลิงกำลังลุกไหม้ชั้นล่าง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนำรถน้ำ 4 คัน ระดมฉีดน้ำเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปยังอาคารติดกัน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถดับเพลิงได้

เจ้าของหมา2

เจ้าของยืนดูซากบ้านตัวเอง พร้อมเสียใจที่สุนัขที่เลี้ยงไว้ ตายไป 4 ตัว

จากการตรวจสอบพบว่า เพลิงลุกไหม้จากชั้นล่าง มีทรัพย์สินเสียหายเป็นเสื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า เครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังพบภาพสลดใจเป็นสุนัข 4 ตัว ถูกไฟคลอกจนไหม้เกรียม พร้อมกันนี้ ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานภูธรจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วย

สอบสวน น.ส.อุษา หรั่งแร่ อายุ 34 ปี เจ้าของ ให้ปากคำว่า ร่วมลงทุนกับเพื่อนหญิงนำเข้าเสื้อผ้าจากต่างประเทศ ขายผ่านทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ก่อนเกิดเหตุขับรถไปทำธุระที่ จ.ชลบุรี และแวะทานข้าวใกล้บ้าน ต่อมาเพื่อนบ้านโทรศัพท์มาบอกว่าไฟไหม้ จึงรีบขับรถกลับเพราะในบ้านเลี้ยงสุนัขไว้ 5 ตัว แต่ก็ไม่ทัน เพลิงได้ลุกไหม้จนหมด ทั้งเสื้อผ้านำเข้าจากต่างประเทศ ที่เพิ่งสั่งมามูลค่าประมาณ 80,000 บาท รถจักรยานยนต์ยี่ห้อเวสป้า ราคา 120,000 บาท เครื่องใช้ไฟฟ้า และสุนัขพันธุ์ชิวาวา 4 ตัว ปอมเมอเรเนียน 1 ตัว หนีรอดออกมาได้เพียง 1 ตัว ซึ่งเป็นสุนัขที่รักมาก อีกทั้งก่อนออกจากบ้านถอดปลั๊กและปิดสวิตช์ไฟทั้งหมดแล้ว จึงไม่ทราบว่าเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร

เจ้าของหมา3

สภาพอาคารพาณิชย์ หลังเพลิงไหม้วอด!

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร แต่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบ จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด.

ที่มา>>>Thairath

ผู้การฯ สงขลา สั่ง 2 ตร.สะเดา รีดไถ ออกราชการ-เจ้าตัวอ้างเข้าใจผิด

ผู้การ1

2 ตร.สะเดา ทำงามหน้า! ตั้งด่านตรวจรถ นทท. พบบุหรี่ไฟฟ้า ขู่จับกุม เรียกเงิน 2 หมื่นแลกอิสรภาพ ต่อรองเหลือ 500 ริงกิต ยอมปล่อยตัว ก่อนเข้าร้องผู้การฯ สงขลา นำตัวแจ้งความ สภ.สะเดา พร้อมเชือดออกราชการ ด้านผู้ต้องหาอ้างเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 มี.ค. 59 พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผกก.สภ.สะเดา นำแถลงข่าวการร้องเรียนพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา หลังนักท่องเที่ยว 2 พ่อลูก ชื่อ นายโท เซ็นยิว อายุ 65 ปี และ นายโท ซูวี อายุ 39 ปี ชาวมาเลเซีย พร้อม นายสุรินทร์ นกแก้ว อายุ 42 ปี ล่ามชาวไทย เข้าร้องเรียนต่อ พล.ต.ต.กฤษกร พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบ พบมีพฤติกรรมจริง จึงนำผู้เสียหายชาวมาเลเซียเข้าแจ้งความที่ สภ.สะเดา พร้อมเรียกตัว และออกหมายจับ 2 ตำรวจ สภ.สะเดา ประกอบด้วย ร.ต.ท.ภูวนารถ โนมพรรณ สวป.สภ.สะเดา ตามหมายจับที่ 108/59 และ ด.ต.แฮนเชษฐ์ หมัดอาด้ำ ผบ.หมู่ ป.สภ.สะเดา ตามหมายจับที่ 109/59 มาทำการสอบสวน เบื้องต้นสั่งออกจากราชการทันที โดยให้ถอดเครื่องแบบต่อหน้าสื่อและผู้เสียหาย

พล.ต.ต.กฤษกร เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ผู้ต้องหาทั้ง 2 ตั้งด่านตรวจที่หน้าโรงเรียนสำนักขาม ฝั่งขาเข้าเมืองสะเดา พบรถนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียคือ นายโท เซ็นยิว และ นายโท ซูวี โดยตำรวจทั้ง 2 นาย ร่วมกันตรวจค้นรถ พบบุหรี่ไฟฟ้า 1 อัน จึงตรวจยึดและแจ้งข้อกล่าวหาว่า การมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองผิดตามกฎหมายไทย พร้อมเรียกเงิน 20,000 บาท แลกกับอิสรภาพ ก่อนพาผู้เสียหายและพยานที่พักสายตรวจ หน้าโรงเรียนเทศบาล 1 ในตัวเมืองสะเดา ถนนปาดังเบซาร์ ห่างจากโรงพักสะเดา 200 เมตร แต่ผู้เสียหายต่อรองจ่ายเงิน 500 ริงกิต คิดเป็นเงินไทย 4,800 บาท ซึ่งตำรวจทั้ง 2 ขอเพิ่มเป็น 1,000 ริงกิต แต่ผู้เสียหายไม่มีให้ จึงยอมรับ 500 ริงกิต และปล่อยตัว

ผู้การ2

พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา ประชุมตร. สั่งเชือด 2ตร. ให้ออกราชการ ฐาน เรียกเงินนักท่องเที่ยว

จากนั้นผู้เสียหายเดินทางต่อไป อ.หาดใหญ่ ปรึกษากับบริษัททัวร์ และนำเรื่องเข้าร้องเรียนกับ ผบก.ภ.จว.สงขลา พร้อมนำตัวผู้ต้องหามาให้ผู้เสียหายชี้ตัว โดยมีเพียง ร.ต.ท.ภูวนารถ ส่วน ด.ต.แฮนเชษฐ์ ยังไม่มารายงานตัว ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นคนเรียกรับเงินจริง ด้าน ร.ต.ท.ภูวนารถ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เรียกรับเงิน อาจเป็นการเข้าใจผิด ทั้งนี้ ตั้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำตัวด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ร่วมกันกรรโชกทรัพย์

ทั้งนี้ ผบก.ภ.จว.สงขลา กล่าวอีกว่า พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เบื้องต้นให้ตำรวจทั้ง 2 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน และให้ พงส.สอบสวน ส่วนสาเหตุที่ต้องดูคดีดังกล่าวด้วยตนเอง เนื่องจากมีการร้องเรียนเรื่องตำรวจตั้งด่านรีดไถนักท่องเที่ยวมานาน และเป็นนโยบายของ สตช. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ต้องการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล และต้องการยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ผบก.ภ.จว.สงขลา ได้มอบเงินในนาม สตช. จำนวน 5,000 บาท เป็นค่าเยียวยาแก่ผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายรับมอบ และมอบให้ สภ.สะเดา อีกต่อ เพื่อใช้กิจการสาธารณะต่อไป โดยบอกว่าดีใจที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมและดูแลอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะมาเที่ยวเมืองไทยตลอดไป.

ที่มา>>>Thairath

จับตา 21 มี.ค. “แจสโมบาย” ลุยหรือถอย 4 จี

จับตา

กสทช.ย้ำลั่นไม่ต่อเวลา

จากการสำรวจความเห็นบทวิเคราะห์ของสำนักวิเคราะห์ต่างๆ ถึงความเป็นไปได้ในการที่ “แจส โมบาย” จะนำเงินมาจ่ายค่าประมูล 4 จี คลื่น 900 ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ได้หรือไม่ พบว่า บล.ทรีนีตี้ มั่นใจว่าแจสจะหาเงินมาจ่ายได้ทันกำหนด ขณะที่ดีบีเอสคาใจ ด้าน กสทช.ย้ำไม่เลื่อนเวลา

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ผู้ชนะประมูล 4 จี คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์แต่อย่างใด ซึ่ง กสทช.ต้องรอต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดการชำระเงินงวดแรกพร้อมหนังสือค้ำประกันการเงินจากสถาบันการเงินรวม 75,654 ล้านบาท ในวันที่ 21 มี.ค.2559

“ทั้งนี้ หากแจส ไม่นำเงินมาชำระค่าประมูลในวันที่ 21 มี.ค.นี้ ถือเป็นอันสิ้นสุดของการชำระเงิน ซึ่งขั้นตอนต่อไปสำนักงาน กสทช.จะนำเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) พิจารณาการยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 644 ล้านบาท การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการจัดการประมูล 4 จี ราว 160 ล้านบาท และอาจมีการฟ้องร้องเรียกค่า เสียหายอื่นๆ หรือการตรวจสอบการถือหุ้นในบริษัทอื่นๆ ที่รับใบอนุญาตจาก กสทช.ด้วย เพื่อมิให้เกิดกรณีตัวอย่างในอนาคต เมื่อประมูลแล้วไม่มาชำระเงินอีก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด บล.ทรีนีตี้ได้ออกบทวิเคราะห์ระบุยังคงเชื่อว่าภายในวันที่ 21 มี.ค.นี้ บริษัท แจส โมบายจะมีเงินและแบงก์การันตีมาวางให้ กสทช.ได้ โดยประเด็นที่น่าสนใจและติดตามคือพันธมิตรที่จะเข้ามาเป็นใคร ซึ่งคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นคงเป็นแรงกดดันให้กับกลุ่มสื่อสารทั้งกลุ่มได้ในช่วงของอาทิตย์นี้จนถึงอาทิตย์หน้า

ทรีนีตี้ให้ข้อสังเกต โดยโยงเรื่องว่าค่ายหนัง “โมโนฟิล์ม” บริษัทลูกในเครือเดียวกันได้สร้างหนังเรื่อง “หลวงพี่แจ๊ส 4G” ที่วางแผนกำหนดเข้าฉาย 6 เม.ย.นี้ น่าจะเป็นแผนการตลาดในการเตรียมการทำ 4 จี เป็นอย่างดี เพราะค่ายหนังที่ทำนั้นคือ โมโนฟิล์ม ซึ่งมีเจ้าของรายเดียวกับบริษัท แจส โมบาย ทั้งนี้ ทรีนีตี้ยังคงเชื่อว่าภายในวันที่ 21 มี.ค. นี้ JAS จะนำ Bank Guarantee ไปวางได้ และเข้ามาสู่ธุรกิจ 4 G อย่างค่อนข้างมั่นใจ คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ขณะที่ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า จากข่าวที่ “ชาญ บูลกุล” ที่ปรึกษาการเงินตระกูลโพธารามิกออกมาระบุว่าธนาคารกรุงเทพยื้อออกแบงก์การันตี 70,000 ล้านบาท โดยกำลังบีบให้ “อดิศัย โพธารามิก” ยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้แต่เพียงผู้เดียวทั้งก้อน ทั้งที่ถือหุ้นอยู่เพียง 25% ทำให้ “อดิศัย” ไม่ยอมเซ็นค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว จึงทำให้บริษัท แจส โมบายยังไม่สามารถหาแบงก์การันตีมาให้ กสทช.ได้ ท่ามกลางเวลาที่เหลือน้อยเต็มที.

ที่มา>>>Thairath

สาวหาดใหญ่!! ถูกเชือกว่าวบาดคอ ขณะขี่จยย.ข้ามสะพานกลางเมือง

16-3-59-07

สาวหาดใหญ่ถูกเชือกว่าวบาดคอ ขณะขับรถจักรยานยนต์ข้ามสะพานกลางเมืองหาดใหญ่เป็นแผล โชคดีไม่ลึก ส่งตำรวจเข้าตรวจสอบ ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเลี่ยงเล่นว่าวในเขตเมือง

รายงานข่าวว่าหลังจากที่ได้มีแชร์เรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งผ่านสังคมออนไลน์ในเมืองหาดใหญ่ว่าถูกเชือกว่าวบาดคอได้รับบาดเจ็บและมีการโชว์ร่องรอยบาดแผลที่บริเวณลำคอซึ่งมีร่องรอยอย่างชัดเจน เหตุเกิดบนสะพานลอยสัจกุล เขตเทศบาลนครหาดใหญ่เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ขณะที่เธอขับรถจักรยานยนต์ข้ามสะพานลอย

รานงานว่าผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง facebook ของคุณรัตติยา ศรีรุจี หรือคุณหนูหน่อย ซึ่งเป็นเจ้าของ facebook ติดต่อไปยังหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บ กระทั่งพบเจ้าตัวน.ส.โสภา ยืนยัน อายุ 44 ปี ชาว ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ โดยเธอบอกว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและที่บริเวณลำคอยังมีร่องรอยของบาดแผลที่ถูกเชือกว่าวบาดอย่างชัดเจน พร้อมกับพาไปยังจุดเกิดเหตุบริเวณสะพานลอยสัจกุล

16-3-59-07 2

นางโสภากล่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 มี.ค. ขณะขับรถจักรยานยนต์กลับจากเยี่ยมแม่ในย่านเขต8 หาดใหญ่ เพื่อกลับบ้านที่ ต.คลองแห ซึ่งต้องข้ามสะพานลอยสัจกุล แต่เมื่อขับมาถึงบริเวณกลางสะพาน รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบาดที่ลำคอ จึงใช้มือจับดูพบว่าเป็นเชือก และรู้สึกแสบที่คอ แต่ต้องทนเจ็บขับรถมาจอดใต้สะพานเพราะมีรถตามหลังมา และเมื่อตรวจดูบริเวณลำคอก็พบว่ามีรอยเชือดบาดสองรอย แต่โชคดีที่บาดแผลไม่ลึกมาก เพราะขับรถมาไม่เร็วมากนัก ซึ่งหากมาเร็วกว่านี้อาจจะบาดเจ็บหรือมีแผลลึกกว่านี้หรือรถจักรยานยนต์อาจล้มลงได้และหลังเกิดเหตุก็ไม่ได้เข้าแจ้งความแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบบริเวณสะพานยังมีเชือกว่าวขดอยู่ด้วยซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นเชือกว่าวชนิดเดียวกัน

16-3-59-07 3

พ.ต.อ.สุรพงศ์ กิตติธิรางกูร หัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สภ.หาดใหญ่ กล่าวว่าตนส่งตำรวจไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และจากการสอบถามชาวบ้านในละแวกเกิดเหตุบอกว่าช่วงนี้เป็นฤดูของการเล่นว่าว และว่าวพร้อมกับเชือกอาจจะลอยขาดมาติดกับคอสะพานและผู้ที่ขับรถผ่านไปมามองไม่เห็น โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ทำให้เชือกบาดคอบาดเจ็บ ตำรวจได้ฝากชาวบ้านในละแวกเกิดเหตุให้เลี่ยงการเล่นว่าวบริเวณเขตเมืองหาดใหญ่ เพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น เนื่องจากอันตรายมาก และเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เคยเคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่11 มี.ค.58 ซึ่งมีผู้หญิงได้รับบาดเจ็บจากการถูกเชือกว่าวบาดคอขณะขับรถจักรยานยนต์บนสะพานลอยสัจกุลเช่นเดียวกัน

ที่มา : khaosod